วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มาตรฐานข้อกำหนดคุณภาพปูนซีเมนต์


ปูนซีเมนต์,มาตรฐานข้อกำหนดคุณภาพปูนซีเมนต์


ปูนซีเมนต์ที่ผลิตออกมานั้น จะต้องให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และต้องมีคุณภาพสม่ำเสมออีกด้วยซึ่งกำหนดไว้ใน Specification ของประเทศต่างฯ เช่น ASTM ,BIS ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดที่สำคัญที่ควรทราบคือ

1. คุณสมบัติทางกายภาพ

1.1 Finess Specific Surface ( พื้นผิวจำเพาะ ) หมายถึง ความละเอียดของปูนซีเมนต์ โดยวัดพื้นที่ผิวของซีเมนต์ 1 กรัม มีพื้นที่ผิวรวมกันได้กี่ตารางเซ็นติเมตร สำหรับ Portland Type I จะมีความละเอียด 2800 - 3000 cm2/g ,Type III 4000 - 4800 cm2/g ค่าความละเอียดยิ่งมาก ค่า Compressive Strength ก็ยิ่งมากขึ้นด้วย และการเกิดปฏิกริยากับน้ำจะเร็วขึ้น ทำให้เวลาในการก่อตัว ( Setting Time )เร็วขึ้นด้วย

1.2 Soundness ( ความอยู่ตัว ) เป็นการทดสอบการขยายตัวของปูนซีเมนต์ โดยใช้ Autoclave เพื่อดูว่า ปูนซีเมนต์มีการขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการขยายตัวมาก ( เนื่องจากมี MgO สูง )จะมีผลทำให้คอนกรีตเกิดการแตกร้าว

1.3 Time of Setting ( ระยะเวลาการก่อตัว ) เป็นการหาระยะเวลาการก่อตัวของปูนซีเมนต์เมื่อผสมกับน้ำ ถ้าใช้เวลาน้อยเกินไป แสดงว่าปูนแข็งตัวเร็ว จะทำให้การเทคอนกรีตลงในแบบไม่ทัน ถ้าใช้เวลามากเกินไปก็จะแข็งตัวช้า

1.4 Air Content of Mortar ( ปริมาณอากาศในมอร์ต้า )จำนวนปริมาตรของอากาศที่อยู่ในมอร์ต้า จะทำให้เกิดช่องว่างอยู่ภายใน ถ้ามีมากจะทำให้ค่าแรงอัดลดลง

1.5 Heat of Hydration เป็นปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากปูนซีเมนต์ทำปฏิกริยากับน้ำ ถ้าปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นมีค่าสูง จะทำให้คอนกรีตมีอุณหภูมิสูงด้วย ซึ่งเป็นผลให้เกิดการขยายตัว ทำให้คอนกรีตแตกร้าวได้

1.6 False set ( การก่อตัวผิดปกติ ) คือการที่ปูนซีเมนต์ผสมกับน้ำแล้วเกิดการแข็งตัวเร็วผิดปกติ ไม่สามารถที่จะเทลงแบบได้ ทั้งนี้เกิดจากระหว่างที่บดซีเมนต์ มีความร้อนเกิดขึ้นสูง หรือเก็บปูนซีเมนต์ว้ในที่ที่อุณหภูมิสูง ทำให้ยิปซั่มที่ใส่ไว้สำหรับควบคุมเวลาการก่อตัวของปูนซีเมนต์ต้องสูญเสียน้ำไปเนื่องจากความร้อน ( Dehydration ) ทำให้คุณสมบัติของยิปซัมในการควบคุม setting time เสียไป


1.7 Compressive Strength of Mortar เป็นการหาค่าแรงอัดของปูนซีเมนต์ในมอร์ต้า ที่อายุ 1 วัน ,3 วัน ,7 วัน และ 28 วัน เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของปูนซีเมนต์ในด้านการรับแรงอัด และบ่งบอกถึงระยะเวลาของการถอดแบบอีกด้วย

2. คุณสมบัติทางเคมี

2.1 Main Oxide ได้แก่ SiO2 ,Al2O3 ,Fe2O3 และ CaO แสดงส่วนประกอบของสารประกอบซีเมนต์ โดยเป็นตัวบ่งชี้ถึงประเภทของปูนซีเมนต์ ซึ่งจะมีปริมาณของสารประกอบที่แตกต่างกันออกไป

C3S ให้แรงอัดในทุกฯระยะ โดยเฉพาะระยะแรกให้แรงอัดมาก และให้แรงอัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจาก 28 วัน

C2S ให้แรงอัดในระยะยาว แรงอัดที่เกิดขึ้นในระยะ 7 วันมีค่าต่ำ หลังจาก 1 เดือนไปแล้วจึงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยฯ

C3A ให้แรงอัดเพียงเล็กน้อยระยะ 1 - 3 วัน แต่จะช่วยเร่งอัตราการให้แรงอัดระยะแรกของ C3S ให้เร็วขึ้น

C4AF เป็นสารประกอบที่ทำให้ปูนซีเมนต์มีสีเข้ม และทนต่อการกัดกร่อนของ Sulphate

2.2 Sulphur Trioxide ( SO3 ) ได้จากเชื้อเพลิงที่ใช้เผาปูนซีเมนต์ ,วัตถุดิบ และยิปซัมที่ใส่ในปูนซีเมนต์ ( CaSO4.2H2O ) ซึ่งเป็นสาร active สำหรับการควบคุมระยะเวลาในการก่อตัว ถ้ามีมากจะเกิดการขยายตัว ทำให้คอนกรีตแตกร้าว และทำให้ปูนซีเมนต์เกิด False set แต่ถ้ามีน้อยจนเกินไปจะทำให้เกิด Falsh set ทำให้ปูนซีเมนต์แข้งตัวอย่างรวดเร็วเมื่อทำปฏิกริยากับน้ำ

2.3 Insoluble residue เป็นค่าที่บ่งบอกถึงสิ่งเจือปนต่างฯ ที่ไม่ละลายในกรด ด่าง เช่น ทรายและดิน ที่ประปนอยู่ในปูนซีเมนต์ ถ้ามีมากจะมีผลทำให้กำลังอัดลดลง

...............................................................................

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น